The Fountain

posted on 31 Jul 2007 19:06 by nateriver

(เดอะ ฟาวเทน อมตะรักชั่วนิรันดร์)(VCD)

ที่ผ่านมาผมไม่ค่อยได้นำทฤษฎีมาพูดนักเพราะเห็นเป็นเรื่องที่ดูน่าเบื่อสำหรับคนทั่วๆไป จุดประสงค์ในการดูหนังของผมไม่ใช่เพื่อวิจารณ์ แต่เพื่อเป็นการปลดปล่อยจินตนาการให้โลดเล่นโบยบิน ดังนั้นผมจึงใช้ความคิดพื้นๆ ในการตัดสินเพียงแค่ว่า ชอบ-ไม่ชอบ หรือ สนุก-ไม่สนุก เท่านั้นเอง สำหรับเหตุผลต่อจากนั้นก็ให้เป็นเรื่องส่วนบุคคลไปซึ่งไม่จำเป็นที่ต้องเห็นเหมือนกันก็ได้

สำหรับเรื่องเดอะฟาวเทนนี้ผมจะขอหยิบยกทฤษฎีขึ้นมาเทียบเคียงนิดหน่อย เผื่อว่าจะมีใครได้ใช้มันเพื่อประโยชน์ในการศึกษา (ว่าไปนู้น) เดอะฟาวเทนเริ่มเรื่องด้วยการเล่าย้อน (Flash-forward) โดยการนำสองเหตุการณ์มาผูกโยงและดำเนินเรื่องไปพร้อมๆ กัน จากจุดไคลแม็กซ์ที่ตัวเอกกำลังฝ่าฟันอยู่นั้นเราจะถูกดึงกลับมาในเหตุการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้ทั้งสิ้น ดังนั้นช่วง 1 ใน 3 ของเรื่องเราแทบจะไม่รู้อะไรเลย เพราะมีแต่คำถามเต็มไปหมด อีกทั้งเดอะฟาวเทนยังเป็นการดำเนินเรื่องที่มีสองเหตุการณ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยเหตุการณ์หนึ่งเป็นจินตนาการ อีกเหตุการณ์เป็นความเป็นจริง
หากจะใช้โครงสร้างแบบ 3 องก์มาจับกับเดอะฟาวเทนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก (เพราะไอ้โครงสร้าง 3 องก์มันไปจับได้กับหนังแทบทุกเรื่องนั่นแหละ) ในองก์แรกเราจะได้เห็นเรื่องราวที่ไม่เข้าใจเกือบทั้งสิ้น อย่างเช่น ผู้หญิงที่แว๊บไป-แว๊บมา, บทสนทนาที่ไม่ต่อเนื่อง, สถานที่ (ฉาก) ที่แปลกประหลาด, การกระทำที่ไม่อาจหาเหตุผลได้ เอาเป็นว่าช่วงนี้ต้องทำใจทนดูไปก่อน (จะเลิกดูก็ไม่ได้เพราะยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เอ้า! นี่เป็นการดึงผู้ชมให้ติดตามหนังได้เป็นอย่างดีทีเดียว) มาถึงองก์ที่สองเราก็จะได้เชื่อมโยงเกือบทุกอย่างได้ และได้รู้ว่าอะไรคืออะไร (แต่ก็ยังไม่รู้ทั้งหมดนะ) ส่วนองก์สุดท้ายก็จะเฉลยทุกอย่าง โดยการย้อนกลับไปสู่ฉากเปิดของเรื่องด้วย (ตอนนี้แหละที่เราจะเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันได้ อะเริ่มสนุกแล้ว เพราะเพิ่งเข้าใจนั่นเอง) จนทุกอย่างคลี่คลายและจบลง
เอาล่ะ! มาพูดถึงความชอบ-ไม่ชอบสำหรับหนังเรื่องนี้กันดีกว่า พูดเรื่องทฤษฎีแล้วงง ในเชิงเนื้อหาของเดอะฟาวเทนนั้นค่อนข้างละเอียดละเมียดละไม การกระทำและความคิดของตัวละครถูกแสดงออกด้วยภาพจากมโนสำนึก (ภาพภายนอกเป็นตะวันตก แต่ภาพในความคิดกลับเป็นตะวันออกซะงั้น เห็นได้จากภาพความคิดของพระเอกที่นั่งสมาธิ,ใช้จิตใจในการฟันผ่าอุปสรรค) ตัวละครเอกทั้งสองต่างนึกคิดถึงสิ่งที่ตนเองกำลังทำอยู่อย่างนิยาย พระเอกที่ทำทุกอย่างเพื่อดึงชีวิตของนางเอกให้อยู่กับเขาไปนานๆ ส่วนนางเอกก็พยายามใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่ากับเขา ทั้งสองคนต่างคิดว่าพวกเขาเข้าใจในชีวิต นางเอกซึ่งไม่เกรงกลัวต่อความตายเธอได้เขียนหนังสือขึ้นมาเรื่องหนึ่ง แต่เธอเองกลับไม่กล้าเขียนหนังสือเรื่องนั้นจนจบ เธอพยายามให้แฟนของเธอเขียนบทสุดท้าย...จบมันซะ เป็นคำพูดของเธอ จบล่ะนะขี้เกียจเขียนแล้ว นี่คำพูดของผมเอง 555